กรณี “อโยธยาเอยาวดี”: การใช้มาตรา 112 เป็นอาวุธเพื่อแช่แข็งประวัติศาสตร์และปิดกั้นเสรีภาพในการสร้างสรรค์
การนำมาตรา 112 มาใช้ดำเนินคดีกับผู้เขียนนิ
April 19, 2026
ในสัปดาห์นี้ แวดวงวรรณกรรมและศิลปะของไทยต้องสั่นสะเทือนด้วยการแจ้งความดำเนินคดีอาญาที่ตอกย้ำถึงวิกฤตที่หยั่งรากลึกของกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ หรือมาตรา 112 เป้าหมายในครั้งนี้คือผู้ประพันธ์ “อโยธยาเอยาวดี” งานเขียนแนวประวัติศาสตร์แนวสมมติ (Historical Fiction) ที่นำเสนอการตีความยุคสมัยอยุธยาใหม่ผ่านมุมมองความรักของชายรักชาย (BL) ข้อกล่าวหาคืออะไร? คือการดูหมิ่นสมเด็จพระนเรศวรมหาราช—กษัตริย์ผู้ทรงปกครองเมื่อกว่าสี่ศตวรรษที่แล้ว
แม้รัฐไทยจะใช้มาตรา 112 เพื่อปกป้องราชวงศ์จักรีในปัจจุบันจากการถูกตรวจสอบมาอย่างยาวนาน แต่พัฒนาการล่าสุดนี้ถือเป็นสัญญาณของการขยายขอบเขตที่อันตราย นี่คือความพยายามของปัจเจกบุคคลในการนำ “ละอองไอศักดิ์สิทธิ์” ของสถาบันกษัตริย์มาใช้เพื่อจัดการกับความขัดแย้งทางวัฒนธรรม บังคับใช้บรรทัดฐานความรักต่างเพศ (Heteronormative) และ “แช่แข็ง” การตีความทางประวัติศาสตร์ผ่านการขู่เข็ญด้วยโทษจำคุก กรณีนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของนิยายเล่มหนึ่ง แต่นี่คือการละเมิดสิทธิมนุษยชน เสรีภาพในการแสดงออก และสิทธิในการมีส่วนร่วมทางวัฒนธรรมอย่างรุนแรง
ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้นภายในระบบนิเวศอันซับซ้อนของวัฒนธรรมป๊อปไทย ซีรีส์ทางโทรทัศน์เรื่อง “หงสาวดี” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจด้านภาพและเนื้อหามาจาก “อโยธยาเอยาวดี” ในช่วงแรกได้รับความสนใจอย่างมากจากคุณภาพการผลิตและเคมี “วาย” (ชายรักชาย) ที่นำเสนออย่างแนบเนียน อย่างไรก็ตาม ผลงานชิ้นนี้กลับจมดิ่งลงในประเด็นข้อพิพาทเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์และการขโมยทรัพย์สินทางปัญญา
เมื่อกระแสสังคมเริ่มวิพากษ์วิจารณ์เรื่องจริยธรรมในการผลิตผลงาน กลับมีปฏิกิริยาโต้กลับแนวอนุรักษ์นิยมสุดโต่งเกิดขึ้น มีบุคคลคนหนึ่งอ้างว่ากระทำไปด้วยความรักชาติ ได้เข้าแจ้งความตามมาตรา 112 ต่อผู้ประพันธ์นิยายต้นฉบับ ข้อร้องเรียนของผู้แจ้งความตั้งอยู่บนเสาหลักสองประการ: ประการแรก คือการนำกษัตริย์ในอดีตมานำเสนอผ่านกรอบความสัมพันธ์แบบเควียร์หรือความรักใคร่เป็นการดูหมิ่นเกียรติยศของมงกุฎ และประการที่สอง คือการยืนยันด้วยอคติทางเพศ (Homophobic) อย่างรุนแรงว่าการตีความเช่นนั้นเป็นความวิปริตผิดเพศ
การบรรจบกันของความเกลียดชังผู้มีความหลากหลายทางเพศและลัทธิราชาชาตินิยมสุดโต่งนี้เป็นพัฒนาการที่น่าตกใจ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่ามาตรา 112 กำลังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือ “ตำรวจศีลธรรม” เปิดโอกาสให้บุคคลสามารถฉายอคติส่วนตัวลงไปยังบุคคลในประวัติศาสตร์ แล้วใช้อำนาจบังคับของรัฐในการลงโทษผู้ที่ตีความแตกต่างไปจากเรื่องเล่าที่ตนเองต้องการ
ความไม่สมเหตุสมผลทางกฎหมาย: การตีความมาตรา 112 เกินขอบเขต
หากมองจากมุมมองทางกฎหมายที่ตั้งอยู่บนหลักเหตุและผล คดีที่แจ้งต่อผู้ประพันธ์ “อโยธยาเอยาวดี” นั้นเปราะบางอย่างยิ่ง มาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญาไทยถูกออกแบบมาอย่างชัดเจนเพื่อคุ้มครองบุคคลใน 4 ตำแหน่ง ได้แก่ พระมหากษัตริย์ พระราชินี องค์รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โดยไม่ได้ระบุถึงกษัตริย์ที่ล่วงลับไปแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงกษัตริย์จากต่างราชวงศ์ที่ดำรงอยู่ก่อนการสถาปนารัฐไทยสมัยใหม่นับร้อยปี
อย่างไรก็ตาม ตุลาการไทยมีประวัติศาสตร์ของการตีความกฎหมายนี้เกินขอบเขต ในคดีที่ผ่านมา เช่น กรณีที่เกี่ยวข้องกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ศาลเคยให้เหตุผลว่าการดูหมิ่นกษัตริย์ในอดีตอาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อชื่อเสียงของกษัตริย์ในปัจจุบัน ตรรกะแบบ “การแพร่กระจายของการดูหมิ่น” นี้สร้างเกราะป้องกันที่ไม่มีวันสิ้นสุดและครอบคลุมทุกคนที่เคยเกี่ยวข้องกับบัลลังก์ ส่งผลให้ประวัติศาสตร์ไทยกลายเป็นกับระเบิดทางกฎหมาย
ดังที่กรณีของนักวิชาการอาวุโส ส.ศิวรักษ์ ได้พิสูจน์ให้เห็น—เมื่อเขาถูกกล่าวหาจากการตั้งคำถามถึงความถูกต้องทางประวัติศาสตร์เรื่องการทำยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวร—ซึ่งในที่สุดอัยการก็ตัดสินใจไม่สั่งฟ้องเนื่องจากเห็นว่าการดำเนินคดีเช่นนั้นเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล ทว่า ถึงแม้คดีจะถูกยกฟ้องในภายหลัง แต่ “กระบวนการคือการลงโทษ” ในตัวเอง ผู้ประพันธ์ต้องเผชิญกับภาระหนักในการถูกสอบสวน ถูกตีตราว่าเป็น “คนขายชาติ” และต้องเสียทั้งกำลังทรัพย์และกำลังใจในการต่อสู้คดีอาญา
กรณีของ “อโยธยาเอยาวดี” ถือเป็นการโจมตีโดยตรงต่อสิทธิขั้นพื้นฐานที่ระบุไว้ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี
- สิทธิในเสรีภาพในการแสดงออกและจินตนาการ
ประวัติศาสตร์ไม่ใช่ชุด “ความจริง” ที่ตายตัวซึ่งต้องได้รับการคุ้มกันโดยตำรวจ แต่เป็นวิชาสำหรับการศึกษา การตีความใหม่ และการสร้างสรรค์จินตนาการใหม่ การพยายามทำให้ “โลกคู่ขนาน” ในนิยายกลายเป็นความผิดอาญา เท่ากับว่าผู้แจ้งความกำลังเรียกร้องให้รัฐผูกขาดจินตนาการแต่เพียงผู้เดียว หากศิลปินไม่สามารถสำรวจคำว่า “ถ้าหาก” ในประวัติศาสตร์ได้โดยไม่ต้องกลัวโทษจำคุก 15 ปี เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยจะเหี่ยวเฉาลงภายใต้วัฒนธรรมการเซ็นเซอร์ตัวเองในที่สุด
- สิทธิทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ LGBTQIA+
การใช้ถ้อยคำเหยียดเพศโดยผู้แจ้งความสะท้อนถึงแนวโน้มที่น่ากังวลของ “การรักษาความมั่นคงผ่านบรรทัดฐานเพศชายหญิง” (Securitized Heteronormativity) การอ้างว่าการตีความกษัตริย์ในเชิงเควียร์คือการดูหมิ่น เท่ากับว่าผู้แจ้งความกำลังระบุว่าอัตลักษณ์ LGBTQIA+ นั้น “ต่ำต้อย” หรือ “น่ารังเกียจ” โดยธรรมชาติ ซึ่งขัดแย้งกับการสร้างภาพลักษณ์ของไทยในระดับสากลว่าเป็นประเทศที่เป็นมิตรต่อความหลากหลายทางเพศ และเป็นการละเมิดสิทธิในการไม่เลือกปฏิบัติ
- การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้ง
มาตรา 112 เป็นกฎหมายที่เปิดช่องให้พลเมืองคนใดก็ได้สามารถแจ้งความดำเนินคดีกับพลเมืองคนอื่น สิ่งนี้สร้างวัฒนธรรม “พลเมืองสอดแนม” ที่กฎหมายถูกใช้เป็นเครื่องมือสำหรับความแค้นส่วนตัวหรือเพื่อสร้างกระแสในโซเชียลมีเดีย ในกรณีนี้ กฎหมายถูกใช้เพื่อข่มขู่ให้ผู้ประพันธ์ต้องเงียบเสียง เปลี่ยนความเห็นต่างทางแพ่งเรื่องปกหนังสือหรือเนื้อเรื่องให้กลายเป็นประเด็นความมั่นคงระดับชาติที่มีเดิมพันสูง
ข้อเสนอแนะจาก 112watch
กรณี “อโยธยาเอยาวดี” คือสัญญาณเตือนภัยสำหรับอนาคตของประชาธิปไตยไทยและเสรีภาพทางศิลปะ เพื่อป้องกันการกัดเซาะสิทธิมนุษยชนไปมากกว่านี้ 112watch ขอเสนอข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทยและประชาคมระหว่างประเทศดังนี้:
- ยุติการคุกคามโดยทันที: สำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงานอัยการสูงสุดควรสั่งจำหน่ายคดีหรือยกคำร้องต่อผู้ประพันธ์ “อโยธยาเอยาวดี” ทันที การนำมาตรา 112 มาใช้กับกษัตริย์ที่ล่วงลับในราชวงศ์โบราณถือเป็นการละเมิดหลักความไม่มีความผิดหากไม่มีกฎหมายกำหนด (nullum crimen, nulla poena sine lege) อย่างชัดเจน
- การปฏิรูปมาตรา 112 ทางนิติบัญญัติ: รัฐสภาไทยต้องเร่งแก้ไขมาตรา 112 เพื่อป้องกันการนำไปใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งโดยประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ควรให้เฉพาะสำนักพระราชวังเท่านั้นที่มีอำนาจในการแจ้งความ และต้องจำกัดขอบเขตของกฎหมายไว้เพียง 4 ตำแหน่งที่ระบุไว้ในตัวบทปัจจุบันอย่างเคร่งครัด โดยไม่มีช่องว่างสำหรับการ “ตีความขยายความ” ไปยังรัชกาลในอดีต
- คุ้มครองเสรีภาพทางศิลปะและวิชาการ: รัฐไทยต้องยอมรับว่านิยายอิงประวัติศาสตร์และการวิจัยทางวิชาการเป็นรูปแบบการแสดงออกที่ได้รับความคุ้มครอง ตุลาการควรนำหลัก “ประโยชน์สาธารณะ” มาใช้เพื่อป้องกันไม่ให้กฎหมายถูกนำมาใช้เพื่อปิดกั้นการถกเถียงทางประวัติศาสตร์หรือการสำรวจทางสร้างสรรค์
- ต่อต้านการเลือกปฏิบัติทางเพศ: รัฐบาลควรประณามการใช้มาตรา 112 ควบคู่ไปกับประทุษวาจา (Hate Speech) หรือถ้อยคำเหยียดเพศอย่างเปิดเผย การปกป้องสถาบันกษัตริย์ไม่ควรถูกใช้เป็นฉากบังหน้าในการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ
- การตรวจสอบจากนานาชาติ: ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติ (UN Special Rapporteur) ด้านเสรีภาพในการแสดงออก และองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอื่นๆ ควรเฝ้าติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิด ประชาคมโลกต้องส่งสัญญาณให้ไทยเห็นว่า ความทะเยอทะยานด้าน “ซอฟต์พาวเวอร์” (เช่น การส่งเสริมอุตสาหกรรมวายและการท่องเที่ยว) นั้นไม่สามารถไปด้วยกันได้กับ “ฮาร์ดพาวเวอร์” ที่ใช้ปราบปรามศิลปินของตนเอง
ผู้ประพันธ์ “อโยธยาเอยาวดี” ไม่ได้ดูหมิ่นกษัตริย์ พวกเขาเพียงแต่มีปฏิสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์ การดูหมิ่นที่แท้จริงต่อชาติคือความพยายามที่จะเปลี่ยนระบบกฎหมายไทยให้กลายเป็นเครื่องมือของการเซ็นเซอร์แบบยุคกลาง สังคมที่หวาดกลัวนิยายเล่มหนึ่งคือสังคมที่สูญเสียความมั่นใจในเรื่องเล่าของตนเอง หากประเทศไทยจะเติบโตในศตวรรษที่ 21 ได้ รัฐต้องอนุญาตให้พลเมืองได้พูด ได้เขียน และได้จินตนาการ โดยไม่มีเงาของห้องขังตามหลอกหลอนอยู่ในทุกหน้ากระดาษ ประวัติศาสตร์เป็นของประชาชน ไม่ใช่ของพนักงานสอบสวน

