ศาลไทยตัดสินจำคุกอรรถพล บัวพัฒน์ 5 ปี 9 เดือน ขยายความคลุมเครือของมาตรา 112 จนเป็นอาวุธทางการเมือง
4 October, 2025
ในคำพิพากษาที่ตอกย้ำการขยายการตีความกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างรุนแรง ศาลอาญากรุงเทพใต้เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ได้ตัดสินจำคุกอรรถพล “ครูใหญ่” บัวพัฒน์ นักกิจกรรมคนสำคัญ เป็นเวลา 3 ปีในข้อหาละเมิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยให้โทษนี้นับต่อจากคดีที่ถูกตัดสินไปก่อนหน้า ทำให้ระยะเวลารวมของโทษจำคุกเพิ่มเป็น 5 ปี 9 เดือน คดีดังกล่าวมีต้นเหตุจากการปราศรัยที่การชุมนุม “#18พฤศจิกาไปราษฎรประสงค์” เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2563 ซึ่งอรรถพลเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและวิจารณ์การใช้แก๊สน้ำตากับผู้ชุมนุม โดยคดีนี้ถูกจุดขึ้นจากการร้องทุกข์ของปารีณา ไกรคุปต์ อดีต ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ แสดงให้เห็นการใช้กฎหมายนี้เป็นอาวุธทางการเมืองโดยฝ่ายนิยมเจ้า
ศาลใช้การตีความที่กว้างขวางและมีลักษณะเชิงอัตวิสัยต่อถ้อยคำของจำเลย จนทำให้การเสียดสีทางการเมืองหรือการวิพากษ์วิจารณ์พื้นฐานกลายเป็นอาชญากรรม ศูนย์กลางของคำพิพากษาคือการตีความคำสร้างใหม่ “ราชประหาร” ที่เล่นคำจาก “รัฐประหาร” โดยศาลแยกคำว่า “ราช” และ “ประหาร” เพื่อสรุปว่าหมายถึง “ประชาชนจะใช้กำลังเปลี่ยนแปลงพระมหากษัตริย์” ซึ่งถูกมองว่าเป็นการแสดงเจตนาร้ายเพื่อโค่นล้มสถาบันกษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ อีกทั้งการอ้างถึง “เผ่ามังกรฟ้า” จากการ์ตูน One Piece ที่อรรถพลใช้ ก็ถูกศาลตีความว่าเป็นการพาดพิงหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยอ้างถึงท่าทางชี้นิ้วขึ้นฟ้าในระหว่างปราศรัยเป็นหลักฐานสำคัญ

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ลงโทษการแสดงความเห็นไม่ใช่จากการดูถูกโดยตรง แต่จากความเป็นไปได้ที่จะ “ก่อให้เกิดความเกลียดชัง” ศาลชี้ว่าแม้การวิจารณ์กฎหมายคณะสงฆ์ปี 2505 ที่ให้อำนาจกษัตริย์แต่งตั้งและถอดถอนสมณศักดิ์ชั้นสูง อาจไม่ใช่การดูหมิ่นโดยตรง แต่ตีความได้ว่ามีเจตนา “ทำให้ผู้ฟังเกลียดชังสถาบัน” โดยเห็นว่าการเปรียบเทียบว่ากษัตริย์วางตัวเท่าเทียมพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่บ่อนทำลายศรัทธา วิธีตีความเช่นนี้เปลี่ยนจุดเน้นจากเจตนาของผู้พูดไปยังอารมณ์ของผู้ฟัง ทำให้สถาบันกษัตริย์อยู่ในสถานะที่วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้
นอกจากนี้ ศาลยังแสดงท่าทีไม่ยอมรับการใช้สัญลักษณ์หรือภาษาสองแง่สองง่ามในเชิงการเมือง คำถามเชิงโวหารของอรรถพลที่ว่า “อยู่ใต้รัฐธรรมนูญมันยากขนาดนั้นเลยหรือ ถ้ายากก็มาผมจะสอนให้ว่าอยู่ใต้รัฐธรรมนูญต้องทำอย่างไร” ถูกศาลตีความว่าเป็นการ “ดูหมิ่นความสามารถและความเข้าใจ” ของพระมหากษัตริย์ต่อเรื่องรัฐธรรมนูญ ศาลไม่รับฟังคำชี้แจงว่าหมายถึงรัฐบาลหรือรัฐสภา โดยอ้างว่าผู้พูดเป็นครูและมีการศึกษา ควรใช้ถ้อยคำที่ “ชัดเจนกว่านี้” หากหมายถึงฝ่ายอื่น ผลคือศาลได้กำหนดมาตรฐานที่ทำให้การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์หรือเสียดสีทางการเมืองกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายไปโดยปริยาย การบวกโทษจากคดีหลายคดีจนเป็นโทษรวม 5 ปี 9 เดือนสะท้อนความตั้งใจของตุลาการที่จะลงโทษอย่างหนัก เพื่อสกัดกั้นไม่ให้นักกิจกรรมคนสำคัญในขบวนการประชาธิปไตยมีเสียงอีกต่อไป
ความร้ายแรงของคำตัดสินนี้ไม่อาจหยุดอยู่แค่การสังเกตการณ์ แต่ควรเป็นสัญญาณเรียกร้องให้สังคมตื่นรู้ถึงหน้าที่พลเมือง พลังของมาตรา 112 ไม่ได้อยู่ที่ตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่บรรยากาศแห่งความกลัวและการเซ็นเซอร์ตนเองที่กฎหมายสร้างขึ้น การปกป้องตนเองของประชาชนจึงต้องเริ่มจากการทำลายความเงียบ ซึ่งหมายถึงการก้าวพ้นจากความโกรธเงียบ ๆ ไปสู่การสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันบนโลกดิจิทัล การบันทึกอย่างละเอียดทุกกรณีการใช้อำนาจศาลเกินขอบเขต และการให้การสนับสนุนผู้ถูกกล่าวหาและครอบครัวอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงด้านกฎหมาย แต่รวมถึงการช่วยเหลือทางการเงินและสังคม สำหรับองค์กรอย่าง 112WATCH ภารกิจหลักคือการทำหน้าที่เป็นความทรงจำสถาบันของโลกและกระดิ่งเตือนภัยในระดับสากล ด้วยการถอดความซับซ้อนของการตีความทางกฎหมายออกมาเป็นรายงานที่เข้าถึงง่าย เฝ้าติดตามพัฒนาการที่อันตรายของมาตรา 112 และทำให้ชื่อและเรื่องราวของผู้ถูกจำคุกเพราะคำพูดยังคงปรากฏต่อเวทีสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและรัฐบาลต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนการกดขี่แต่ละกรณีให้เป็นวิกฤติระดับโลก และทำให้รัฐไม่อาจแบกรับต้นทุนแห่งความอยุติธรรมได้อีกต่อไป การเฝ้าระวังร่วมกันของพวกเรา ผ่านการบันทึกและการรณรงค์ คือมาตรการต่อต้านที่ทรงพลังที่สุดต่อกฎหมายที่มีชีวิตอยู่ได้ด้วยความมืดมิด

Banner: Bangkok, Thailand, October, 2020: Attapon Buapat speaks to supporters during an anti-government demonstration. Photo: RedCap / Shutterstock.com