ศาลสั่งจำคุก “ทานตะวัน” คดี ม.112 หลังยกคำต่อสู้เรื่องการตั้งคำถามต่อการทำงานของตำรวจ
ศาลอาญาพิพากษาจำคุก "ตะวัน" ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ เป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ในความผิดตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากกรณีไลฟ์สดตั้งคำถามต่
September 1, 2026
ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาลงโทษจำคุก “ตะวัน” ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ นักกิจกรรมปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พร้อมความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และความผิดลหุโทษที่เกี่ยวข้อง โดยศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกทานตะวันเป็นเวลา 2 ปีโดยไม่รอการลงโทษ ซึ่งลดหย่อนจากโทษเดิม 3 ปี เนื่องจากให้การเป็นประโยชน์ในชั้นพิจารณา พร้อมปรับเงินฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน ศาลพิเคราะห์เห็นว่า การถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2565 บริเวณใกล้เคียงสำนักงานองค์การสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก มีเนื้อหาเข้าข่ายเป็นการดูหมิ่นกษัตริย์ตามกฎหมาย โดยศาลได้ยกคำร้องต่อสู้ของจำเลยที่ระบุว่า การไลฟ์สดดังกล่าวเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงออกตามรัฐธรรมนูญ เพื่อวิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่นสถาบันแต่อย่างใด
ในระหว่างการสืบพยานจำเลย ทานตะวันได้ขึ้นเบิกความให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประวัติการศึกษา ความกังวลด้านความปลอดภัยส่วนบุคคล และมูลเหตุจูงใจในการกระทำดังกล่าว ปัจจุบันเธอกำลังศึกษาระดับปริญญาตรีควบ 2 แห่ง ในคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง หลังสำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (Advance Diploma) ด้านบริหารธุรกิจจากประเทศสิงคโปร์ ทานตะวันเบิกความว่า ความสนใจทางการเมืองของเธอเริ่มขยายตัวในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อปี 2563 ทำให้เห็นปัญหาความเดือดร้อนเชิงโครงสร้าง สิทธิแรงงาน และหนี้สินของเกษตรกร ในวันเกิดเหตุ ทานตะวันสังเกตเห็นรถยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายพร้อมชายสะกดรอยตาม ด้วยความเกรงว่าจะได้รับอันตราย จึงเดินทางไปแจ้งความยังสถานีตำรวจและเปิดไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กเพื่อบันทึกการเคลื่อนไหวของตนเองไว้เป็นหลักฐาน
เมื่อเดินทางไปถึงบริเวณหน้าสำนักงานองค์การสหประชาชาติเพื่อเยี่ยมม็อบชาวนา ทานตะวันพบว่าพื้นที่ชุมนุมถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเตรียมและย้ายออกแล้ว เนื่องจากกำลังจะมีขบวนเสด็จฯ เธอจึงเริ่มถ่ายทอดสดโดยตั้งชื่อคลิปว่า “มาดูขบวนเสด็จ” ทานตะวันยืนยันตลอดการเบิกความว่า คำพูดของเธอมีวัตถุประสงค์เพื่อตั้งคำถามต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจและการบริหารจัดการพื้นที่สาธารณะ เนื่องจากม็อบชาวนาปักหลักเรียกร้องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมานานหลายเดือน เธอจึงตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดเจ้าหน้าที่จึงเลือกที่จะเคลื่อนย้ายประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน แทนที่จะจัดการจราจรให้อยู่ร่วมกับการรับขบวนเสด็จฯ ได้ พร้อมย้ำว่าไม่มีเจตนาอาฆาตมาดร้ายหรือดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์
ทางด้านฝ่ายจำเลยได้นำ ศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขึ้นเบิกความในฐานะนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย โดยวิเคราะห์ข้อกล่าวหาตามหลักการรัฐธรรมนูญ ศ.สมชาย เบิกความว่า ถ้อยคำในการไลฟ์สดของทานตะวันยังไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 ซึ่งต้องปรากฏเจตนาดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย โดยได้ชี้ให้เห็นถึงหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ สถานะอันล่วงละเมิดมิได้ตามมาตรา 6, เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามมาตรา 34 และหลักการตีความกฎหมายอาญาโดยเคร่งครัด นอกจากนี้ยังอ้างอิงถึงแนวปฏิบัติ 10 ข้อของสำนักงานตำรวจแห่งชาติปี 2563 เกี่ยวกับขบวนเสด็จฯ ซึ่งมุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกและลดผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน ทำให้การตั้งคำถามต่อการทำงานของตำรวจในการจัดเส้นทางขบวนเสด็จฯ ถือเป็นการแสดงความคิดเห็นที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ
แม้ฝ่ายจำเลยจะโต้แย้งว่าคำกล่าวของเธอเป็นการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ฝ่ายโจทก์ชี้ว่าการสื่อสารดังกล่าวเป็นการเชื่อมโยงสถาบันกษัตริย์เข้ากับการขับไล่ผู้ชุมนุมชาวนา ซึ่งก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยและเสื่อมเสียพระเกียรติยศ ในท้ายที่สุด ศาลได้พิพากษาตามข้อหาหลักในคดีมาตรา 112 โดยเห็นว่าการถ่ายทอดสดดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสถาบัน และตัดสินลงโทษจำคุกโดยไม่รอลงอาญา ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งคดีสำคัญในการใช้อำนาจตามมาตรา 112 ต่อการแสดงออกทางการเมืองของเยาวชน
