แถลงการณ์ประณามโดย 112WATCH
เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติ 306 ต่อ 141 เสียง เห็นชอบร่าง พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ซึ่งนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองช่
112Watch | July 9, 2026
ขอประณามอย่างรุนแรงต่อการที่รัฐสภาไทยมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ โดยยกเว้นผู้ถูกกล่าวหาและผู้ต้องขังในคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อย่างเปิดเผย การที่
สภาผู้แทนราษฎรยอมรับการแก้ไขของวุฒิสภา ซึ่งตัดโอกาสแม้กระทั่งเด็กและเยาวชนในการเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟู คือการส่งสัญญาณที่เลวร้ายอย่างยิ่งว่า การสร้างความปรองดองทางการเมืองในประเทศไทยเป็นไปอย่างเลือกปฏิบัติ มีเงื่อนไข และสงวนไว้ให้แก่คนบางกลุ่มเท่านั้น
การยกเว้นคดีมาตรา 112 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการปราบปรามผู้เห็นต่างมาโดยตลอด ไม่ได้ช่วยสร้างความสมานฉันท์ในสังคม แต่กลับยิ่งตอกย้ำบาดแผลและรับรองวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดของรัฐ การทอดทิ้งนักกิจกรรม นักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ และประชาชนนับร้อยคนที่ต้องเผชิญกับการคุกคามทางกฎหมายเพียงเพราะการใช้เสรีภาพในการแสดงออก ถือเป็นการทรยศต่อหลักการสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง
112watch ขอเรียกร้องให้ประชาคมโลกและองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ร่วมกันจับตาและตรวจสอบระบบยุติธรรมของไทยอย่างใกล้ชิด เรียกร้องให้ยุติการดำเนินคดีอาญากับการแสดงออกโดยสงบในทันที และร่วมผลักดันให้เกิดการนิรโทษกรรมทางการเมืองที่ครอบคลุมทุกฝ่าย โดยไม่ทิ้งผู้ต้องขังทางความคิดคนใดไว้ข้างหลัง
รายงานฉบับเต็ม: รัฐสภาไทยเห็นชอบ พ.ร.บ. นิรโทษกรรมทางการเมือง ปิดประตูคดีมาตรา 112 สมบูรณ์ และตัดสิทธิการฟื้นฟูเยาวชน
วันที่ผ่านร่างกฎหมาย: 8 กรกฎาคม 2569
องค์กรนิติบัญญัติ: สภาผู้แทนราษฎร (ประเทศไทย)
ผลการลงมติ: เห็นชอบ 306 เสียง | ไม่เห็นชอบ 141 เสียง | งดออกเสียง 2 เสียง
1. ภาพรวมและสาระสำคัญ
เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติ 306 ต่อ 141 เสียง เห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. ... ฉบับที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม สาระสำคัญคือการนิรโทษกรรมความผิดที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2568
อย่างไรก็ตาม เนื้อหาในขั้นตอนสุดท้ายได้ระบุยกเว้นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อย่างเด็ดขาด ยิ่งไปกว่านั้น วุฒิสภายังได้แก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา 11 วรรคสอง โดยห้ามไม่ให้นำมาตรการพิเศษสำหรับการบำบัดฟื้นฟูเยาวชนตามกฎหมายศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาใช้กับผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 อีกด้วย
แม้กฎหมายฉบับนี้จะเปิดทางให้ประชาชนราว 6,000 คน ซึ่งรวมถึงกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อเหลือง เสื้อแดง ผู้ขัดขวางการเลือกตั้ง และผู้เกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร พ้นจากความผิด แต่กลับปิดประตูโดยสิ้นเชิงต่อกลุ่มนักกิจกรรม เยาวชน และประชาชนที่ถูกดำเนินคดีล้มล้างการปกครองและมาตรา 112 ขั้นตอนหลังจากนี้ นายกรัฐมนตรีจะนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยและประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาต่อไป
2. ประเด็นความขัดแย้งสำคัญในเนื้อหากฎหมาย
ก. การปิดตาย "มาตรการพิเศษสำหรับเยาวชน" (มาตรา 11)
ในการพิจารณาร่างเดิมของสภาผู้แทนราษฎร มาตรา 11 ถูกออกแบบไว้เป็น "ทางออกประนีประนอม" กล่าวคือ แม้คดีมาตรา 112 จะไม่ได้รับการนิรโทษกรรมตรง ๆ แต่หากผู้กระทำความผิดเป็นเยาวชน (อายุไม่เกิน 18 ปีขณะเกิดเหตุ) ศาลและอัยการสามารถใช้ช่องทางตามกฎหมายศาลเยาวชนฯ เพื่อส่งตัวเข้าสู่กระบวนการบำบัด ฟื้นฟู และแก้ไขปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แทนการฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาจนติดตัวไปตลอดชีวิต
ทว่า วุฒิสภาได้แก้ไขโดยเติมวรรคสองเข้ามา กำหนดชัดเจนว่า ไม่ให้นำมาตรการฟื้นฟูนี้มาใช้กับความผิดตามมาตรา 112 ซึ่ง สส. ฝ่ายประชาธิปไตยต่างอภิปรายประณามว่า เป็นการตัดโอกาสครั้งสุดท้ายของเด็ก และเป็นการกักขังอนาคตของคนรุ่นใหม่
ข. การสอดไส้ความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง สว.
นอกจากประเด็นมาตรา 112 แล้ว สมาชิกสภายังตั้งข้อสังเกตถึงการที่วุฒิสภาเพิ่มบัญชีแนบท้าย ครอบคลุมความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ซึ่งสุ่มเสี่ยงที่จะกลายเป็นการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ที่กระทำความผิดเกี่ยวกับการฮั้วหรือการทุจริตเลือกตั้ง สว. ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องใด ๆ กับความขัดแย้งและการชุมนุมทางการเมืองของประชาชน
3. สรุปการอภิปรายและจุดยืนของพรรคการเมือง
การอภิปรายในรัฐสภายาวนานกว่า 4 ชั่วโมง สะท้อนให้เห็นถึงความเห็นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงต่อคำว่า "การสร้างเสริมสังคมสันติสุข":
พรรคประชาชน (ฝ่ายค้าน) – คัดค้านอย่างรุนแรง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชนลงมติไม่เห็นชอบกับการแก้ไขของ สว. โดยยืนยันว่าการนิรโทษกรรมที่ไม่ครอบคลุมทุกฝ่ายคือการนิรโทษกรรมสองมาตรฐาน
- สหัสวัต คุ้มคง (สส. ชลบุรี) ระบุว่า มาตรา 112 ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อปิดปากผู้เห็นต่าง การตัดมาตรา 112 ออก คือการบอกประชาชนกลุ่มหนึ่งว่าความเจ็บปวดของเขาไม่มีค่า และเป็นการ "เลือกปรองดองเฉพาะบางฝ่าย"
- พนิดา มงคลสวัสดิ์ (สส. สมุทรปราการ) ชี้ว่าการตัดช่องทางฟื้นฟูเยาวชนเป็นเรื่อง "อำมหิต" พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดรัฐสภาจึงยอมปล่อยตัวผู้ที่เคยปิดสนามบิน ล้มการเลือกตั้ง และเปิดทางให้ทำรัฐประหาร แต่กลับปิดประตูใส่หน้าเด็กและเยาวชนที่เพียงแค่ออกมาตั้งคำถามเกี่ยวกับบ้านเมือง
- พริษฐ์ วัชรสินธุ (สส. บัญชีรายชื่อ) เตือนว่า รัฐสภากำลังสร้างประตูแห่งสันติสุข แต่กลับเขียนป้ายบอกประชาชนบางกลุ่มว่า ประตูบานนี้ไม่ต้อนรับพวกเขา
- ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ (สส. กทม.) ชี้ให้เห็นบทเรียนในอดีตว่า รัฐไทยเคยนิรโทษกรรมความผิดร้ายแรงอย่างคดีคอมมิวนิสต์และกบฏมาแล้ว (ผ่านคำสั่ง 66/2523) การปฏิเสธนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ในปัจจุบันจึงเป็นการสร้างประวัติศาสตร์บาดแผลใหม่และส่งสัญญาณปฏิเสธการสมานฉันท์
พรรคเพื่อไทย (แกนนำรัฐบาล) – เห็นชอบบนหลักความเป็นจริงทางการเมือง
สส. พรรคเพื่อไทย ลงมติเห็นชอบ โดยมองว่าเป็น "ก้าวแรกที่ไปได้ไกลที่สุด" ในทางปฏิบัติ
- ธงธรรม เวชชยชัย (สส. บัญชีรายชื่อ) ยอมรับว่ากฎหมายไม่สมบูรณ์แบบ แต่การตั้งกรรมาธิการร่วมเพื่อยื้อเวลา ยิ่งทำให้ประชาชนอีกกว่า 6,000 คนที่รอคอยโอกาสพ้นผิด (ในคดีอื่น ๆ) ต้องสูญเสียอิสรภาพไปอีกอย่างน้อย 1 ปีโดยไม่มีหลักประกัน
- มนพร เจริญศรี (สส. นครพนม) เน้นย้ำว่ากฎหมายฉบับนี้จะช่วยคืนอิสรภาพและกู้คืนเกียรติยศศักดิ์ศรีให้กับพี่น้อง "คนเสื้อแดง" ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาตลอด 2 ทศวรรษ และถูกดำเนินคดีร้ายแรง เช่น คดีก่อการร้ายและเผาสถานที่ราชการ
- จาตุรนต์ ฉายแสง (สส. บัญชีรายชื่อ) แม้จะแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อการตัดช่องทางฟื้นฟูเยาวชนในมาตรา 11 โดยมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติทางการเมือง แต่ก็ยอมรับความจริงว่าสภาผู้แทนราษฎรไม่มีเสียงมากพอที่จะยืนยันร่างเดิมของตนเองได้
พรรคประชาธิปัตย์ – ข้อติงทางกฎหมายและโครงสร้าง
- อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (สส. บัญชีรายชื่อ) อภิปรายสร้างความเข้าใจว่า มาตรา 11 ไม่ใช่การนิรโทษกรรมอัตโนมัติ แต่เป็นระบบขอรับการบำบัด พร้อมตั้งคำถามว่า การจับเยาวชนเข้าคุกกับเปิดโอกาสให้เขาได้รับการฟื้นฟู สิ่งใดจะสร้างความมั่นคงให้สถาบันฯ ได้ดีกว่ากัน นอกจากนี้ยังคัดค้านการใส่ความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง สว. เข้ามาในบัญชีแนบท้าย
4. บริบททางประวัติศาสตร์ แคมเปญยกเลิกคำสั่ง คปภ. ฉบับที่ 41
การลงมติครั้งนี้เกิดขึ้นในวาระใกล้วาระครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ซึ่งหลังจากการสังหารหมู่ในครั้งนั้น คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้ออก คำสั่งฉบับที่ 41 เพิ่มโทษมาตรา 112 จากเดิมจำคุกไม่เกิน 7 ปี กลายเป็นจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 15 ปี ต่อหนึ่งกรรม
เพื่อตอบโต้การที่รัฐสภาทอดทิ้งผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 เครือข่ายภาคประชาชนได้รณรงค์เชิญชวนประชาชนร่วมลงชื่อเสนอยกเลิกคำสั่ง คปภ. ฉบับที่ 41 เพื่อลดอัตราโทษของมาตรา 112 ให้กลับไปสู่ระดับก่อนเกิดรัฐประหารปี 2519 และแสดงจุดยืนว่าภาคประชาสังคมจะไม่ทอดทิ้งผู้ต้องหาทางการเมือง
5. สรุปและผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชน
การผ่าน ร่าง พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ โดยกีดกันคดีมาตรา 112 และปิดกั้นมาตรการฟื้นฟูเยาวชน เป็นการตอกย้ำระบบกระบวนการยุติธรรมแบบสองมาตรฐานในประเทศไทย ขณะที่ผู้กระทำความผิดจากการปิดเมืองและล้มกระบวนการประชาธิปไตยนับพันคนได้รับการลบล้างความผิด แต่นักกิจกรรม เยาวชน นักศึกษา และประชาชนมากกว่า 270 คนที่ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 ยังคงต้องแบกรับภาระทางคดี ถูกจำคุก หรือเสี่ยงต่อการสูญเสียอนาคตต่อไป
ผลลัพธ์นี้ยิ่งทำให้มาตรา 112 ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองที่แตะต้องไม่ได้ และเป็นการส่งสัญญาณไปยังคนรุ่นใหม่ว่า การตั้งคำถามหรือวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับสถาบันฯ ไม่อยู่ในขอบเขตที่รัฐไทยพร้อมจะให้อภัยหรือร่วมสร้างความปรองดอง
