เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก มีนัดฟังคำพิพากษาครั้งสำคัญในคดีของกลุ่มนักกิจกรรมและประชาชนรวม 7 ราย จากกรณีการชุมนุม “ปลดอาวุธศักดินาไทย” หรือ #ม็อบ29พฤศจิกา ซึ่งจัดขึ้นบริเวณหน้ากรมทหารราบที่ 11 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2563 โดยจำเลยในคดีนี้ประกอบด้วย อานนท์ นำภา, “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์, สมยศ พฤกษาเกษมสุข, พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ, “แหวน” ณัฎฐธิดา มีวังปลา, พรหมศร วีระธรรมจารี และ “ทราย” อินทิรา เจริญปุระ ทั้งหมดถูกกล่าวหาในหลายข้อหาหนัก อาทิ มาตรา 112, มาตรา 116, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และข้อหาอื่น ๆ รวม 10 ประเภท อย่างไรก็ตาม ในส่วนของพริษฐ์ ศาลได้สั่งจำหน่ายคดีออกไปก่อนเนื่องจากจำเลยไม่เดินทางมาศาลในระหว่างการสืบพยาน
บรรยากาศในห้องพิจารณาคดี 801 เนืองแน่นไปด้วยประชาชน ตัวแทนสถานทูต นักการเมือง และองค์กรสิทธิมนุษยชนที่มาร่วมสังเกตการณ์ จนเจ้าหน้าที่ต้องเสริมเก้าอี้และบางส่วนต้องยืนฟัง ก่อนเริ่มการพิจารณาเกิดประเด็นถกเถียงทางข้อกฎหมาย เมื่อฝ่ายจำเลยคัดค้านกรณีที่โจทก์ยื่นแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเพียง 2 วันก่อนนัดตัดสิน ซึ่งเป็นการแก้ไขสถานะของจำเลยที่ 6 (พรหมศร) ให้เป็นผู้ร่วมกระทำผิดร่วมกับจำเลยที่ 1-5 ทนายจำเลยและอานนท์ นำภา แย้งว่าเป็นการแก้ไขที่ต้องห้ามตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เนื่องจากสืบพยานเสร็จสิ้นไปนานแล้ว และทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี แม้ศาลจะพยายามให้อ่านคำพิพากษาไปก่อน แต่ฝ่ายจำเลยยืนยันขอใช้สิทธิเขียนคำคัดค้านเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งท้ายที่สุดศาลอนุญาตให้ดำเนินการก่อนเริ่มอ่านคำพิพากษาฉบับเต็มตามความประสงค์ของจำเลยและประชาชนที่เข้าฟัง
ในเนื้อหาคำพิพากษา ศาลได้วินิจฉัยในประเด็นต่าง ๆ ไว้อย่างละเอียด โดยเริ่มจากข้อหาตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ ศาลเห็นว่าไม่เป็นความผิดเนื่องจากในขณะนั้นมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งมีผลยกเว้นการบังคับใช้ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ อย่างไรก็ตาม ศาลมองว่าการชุมนุมในวันดังกล่าวกระทำผิดต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เนื่องจากมีผู้เข้าร่วมกว่า 2,000 คน สภาพแออัด และขาดมาตรการป้องกันโรคระบาดอย่างเพียงพอ ส่วนข้อหามาตรา 116 และมาตรา 215 (มั่วสุมก่อความวุ่นวาย) ศาลพิพากษายกฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าการชุมนุมเป็นไปโดยสงบ ไม่พบอาวุธ และไม่มีพยานหลักฐานว่าจำเลยคนใดร่วมกระทำการรุนแรง เช่น การพ่นสีหรือรื้อลวดหนาม
สำหรับหัวใจสำคัญของคดีคือความผิดตาม มาตรา 112 ศาลพิพากษาว่า อานนท์, สมยศ, พิมพ์สิริ และพรหมศร มีความผิดจริงจากการขึ้นปราศรัย ซึ่งศาลเห็นว่าเนื้อหามีลักษณะเปรียบเทียบกษัตริย์กับจอมเผด็จการ และกล่าวหาว่ากษัตริย์ไม่เป็นกลางทางการเมือง ซึ่งส่งผลให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา โดยในกรณีของพิมพ์สิรินั้น ศาลระบุว่าแม้จำเลยจะเป็นเจ้าหน้าที่ขององค์กรสิทธิระหว่างประเทศ แต่การปราศรัยมิได้กระทำในนามองค์กรและมิได้นำสืบเหตุผลที่ขึ้นพูด ในทางกลับกัน ศาลได้ยกฟ้องข้อหามาตรา 112 ต่อ “แหวน” ณัฎฐธิดา โดยเห็นว่าคำปราศรัยที่กล่าวถึง “คนบนฟ้า” หมายถึงวิญญาณคนเสื้อแดง และการกล่าวถึงมาตรา 112 เป็นการวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลในขณะนั้น
"Sai" Inthira Charoenpura, who the court acquitted of all charges.
ในส่วนของ “ทราย” อินทิรา เจริญปุระ ศาลได้พิพากษายกฟ้องทุกข้อกล่าวหา เนื่องจากโจทก์ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่พิสูจน์ได้ว่าจำเลยร่วมชุมนุมหรือกระทำผิด โดยระบุว่าการโพสต์ขายเสื้อหรือการแจ้งพิกัดห้องน้ำนั้นเป็นเพียงการกระทำในสื่อออนไลน์ และห้องน้ำดังกล่าวก็มีอยู่ในพื้นที่อยู่ก่อนแล้ว มิใช่การจัดเตรียมเพื่อการกระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหาลอย ๆ สำหรับบทลงโทษสุดท้าย ศาลตัดสินจำคุก อานนท์, สมยศ, พิมพ์สิริ และพรหมศร คนละ 4 ปี แต่เนื่องจากการนำสืบเป็นประโยชน์จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 เหลือจำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือน พร้อมปรับคนละ 10,200 บาท ส่วนณัฎฐธิดาถูกลงโทษปรับเพียงอย่างเดียวเป็นเงิน 10,200 บาท
ภายหลังการอ่านคำพิพากษา ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวสมยศ, พิมพ์สิริ และพรหมศร ในชั้นอุทธรณ์ โดยวางหลักประกันระหว่าง 150,000 ถึง 200,000 บาท ผ่านความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ อย่างไรก็ตาม สำหรับ อานนท์ นำภา คดีนี้นับเป็นคดีมาตรา 112 คดีที่ 11 ที่ได้รับคำตัดสิน ทำให้ยอดรวมโทษจำคุกสะสมจากทุกคดีพุ่งสูงขึ้นเป็น 31 ปี 9 เดือนเศษ ซึ่งทุกคดียังคงอยู่ในกระบวนการอุทธรณ์ต่อไป ท่ามกลางการจับตามองของประชาคมโลกถึงสถานการณ์สิทธิเสรีภาพในประเทศไทย
Arnon Nampa, a Thai human rights lawyer and activist. Iinitially regarded as a prominent human rights defender during his tenure as a human rights lawyer, he later accumulated multiple convictions totalling 31 years.
ท่ามกลางวิกฤตความยุติธรรมที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง 112WATCH ในฐานะเครือข่ายภาคประชาสังคมที่ติดตามการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ ได้เรียกร้องให้สาธารณชนและประชาคมระหว่างประเทศร่วมกันส่งเสียงกดดันรัฐบาลไทยผ่านแนวทางดังต่อไปนี้
ประการแรก 112WATCH ต้องการให้สาธารณชนตระหนักว่ามาตรา 112 ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อปิดปากผู้เห็นต่างอย่างเป็นระบบ และขอให้ประชาชนร่วมกันลงชื่อสนับสนุนข้อเสนอในการยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายมาตรานี้ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล
ประการที่สอง เครือข่ายฯ เรียกร้องให้ประชาชนส่งจดหมายหรือสื่อสารไปยังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในเขตพื้นที่ของตน เพื่อผลักดันให้เกิดการนิรโทษกรรมนักโทษทางการเมืองทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้น และยุติการดำเนินคดีอาญาจากการใช้เสรีภาพในการแสดงออก
ประการสุดท้าย 112WATCH ขอให้ประชาชนร่วมกันติดตามและสังเกตการณ์การพิจารณาคดีในห้องศาลอย่างใกล้ชิด รวมถึงการแชร์ข้อมูลข้อเท็จจริงของคดีสู่สายตาโลก เพราะ "การจับตามองของประชาชน" คือปราการด่านสุดท้ายที่จะป้องกันไม่ให้กระบวนการยุติธรรมถูกบิดเบือนไปมากกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อคืนอิสรภาพให้กับอานนท์ นำภา และนักต่อสู้คนอื่นๆ ที่ยังคงถูกจองจำเพียงเพราะกล้าพูดความจริง
คดีนี้นับเป็นภาพสะท้อนของการต่อสู้ทางความคิดและการใช้กฎหมายที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสรีภาพในการแสดงออกและอนาคตของนักกิจกรรมทางการเมืองในไทย สำหรับขั้นตอนต่อไปฝ่ายจำเลยเตรียมยื่นอุทธรณ์ในประเด็นการแก้ไขคำฟ้องที่เกิดขึ้นอย่างกระชั้นชิด และข้อต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อยืนยันสิทธิในการชุมนุมโดยสงบต่อไป