“เวลาคือเดิมพัน”: เมื่อคำพิพากษาอุทธรณ์ย้ำแผลลึกของอติรุจ และ ม.112
บทความนี้ถ่ายทอดเรื่องราวของ "อติรุจ" โปรแกรมเมอร์หนุ่มที่ถูกศาลอุ
March 16, 2026
“เวลาคือสิ่งเดียวที่ผมมีเพื่อต่อสู้กับกฎหมายฉบับนี้ การเข้าคุกครั้งนี้ก็เหมือนกับการที่ผมยอมจ่ายเวลาหนึ่งปีครึ่งในชีวิตของผม เพื่อส่งข้อความไปบอกสังคมว่า การที่คนคนหนึ่งจะออกไปตะโกนหรือแสดงความคิดเห็นต่อสถาบันฯ ในประเทศไทยนั้น ต้องแลกมาด้วยอิสรภาพที่หายไปนานขนาดนี้เลยหรือ”
ถ้อยคำข้างต้นคือความรู้สึกของอติรุจ โปรแกรมเมอร์วัย 29 ปี ผู้กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญของชีวิตจากการถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2565 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ขณะที่เขากำลังจะกลับบ้านจากการเดินงานหนังสือแห่งชาติ เขาได้เผชิญหน้ากับกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาสอบถามเรื่องการรับเสด็จ เมื่อเขาปฏิเสธที่จะเข้าร่วมและพยายามจะเดินข้ามถนนกลับไปขึ้นรถไฟฟ้า กลับถูกเจ้าหน้าที่ล้อมกรอบและปิดกั้นเส้นทาง

ความคับแค้นใจจากภาพข่าวในอดีตเกี่ยวกับเหตุการณ์โศกนาฏกรรมกราดยิงที่หนองบัวลำภู ซึ่งผู้สูญเสียยังต้องถูกเกณฑ์มาเข้าร่วมพิธีการ ประกอบกับผลกระทบจากการปิดการจราจรของขบวนเสด็จที่เขาสัมผัสมาโดยตลอด ทำให้ในจังหวะที่ฝูงชนต่างตะโกนคำว่า “ทรงพระเจริญ” อติรุจจึงตัดสินใจตะโกนสวนออกไปว่า “ไปไหนก็เป็นภาระ” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของคดีความที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาไปโดยสิ้นเชิง
แม้จะถูกล็อกตัวและอุ้มเข้าไปในห้องของศูนย์ประชุมฯ พร้อมข้อกล่าวหาว่าทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ ทั้งที่ตัวเขาเองได้รับบาดเจ็บจากการถูกกดทับด้วยเข่าบนพื้น แต่อติรุจยังคงยืนหยัดสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ด้วยความเชื่อที่ว่า กฎหมายหมิ่นประมาทควรเป็นเรื่องระหว่างคู่กรณีโดยตรง ไม่ใช่การเปิดช่องให้ใครก็ได้มาเป็นผู้ร้องทุกข์แทน ซึ่งนั่นคือปัญหาเชิงโครงสร้างของกฎหมายฉบับนี้ที่เขามองว่าถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าการคุ้มครองสถาบันฯ อย่างที่กล่าวอ้าง
อัปเดตคำพิพากษาศาลอุทธรณ์: 16 มีนาคม 2569
ล่าสุด เมื่อเวลา 13.00 น. ของวันที่ 16 มีนาคม 2569 ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยศาลตัดสิน พิพากษายืน ให้จำคุกอติรุจรวม 1 ปี 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ในประเด็นข้อหาต่อสู้ขัดขวางฯ ศาลเห็นว่าแม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะแต่งกายนอกเครื่องแบบแต่ก็มีการติดบัตรประจำตัว และจำเลยย่อมทราบว่าเป็นเจ้าพนักงาน คำกล่าวอ้างของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น ส่วนในข้อหามาตรา 112 ศาลระบุว่าการตะโกนข้อความดังกล่าวในขณะที่รถพระที่นั่งเคลื่อนผ่าน เป็นการกระทำที่ขัดแย้งต่อความรู้สึกของประชาชน นำไปสู่ความเกลียดชังและแตกแยก ศาลยังย้ำว่าจำเลยจบการศึกษาถึงระดับปริญญาตรี ย่อมรู้ผิดชอบชั่วดี ส่วนความเดือดร้อนของครอบครัวนั้นศาลถือเป็นเหตุผลส่วนตัว
ชีวิตของอติรุจในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาเปรียบเสมือนการถูกแช่แข็ง แม้เขาจะยังสามารถทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ได้ตามปกติ แต่ข้อจำกัดเรื่องคดีความอาญาทำให้แผนการเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศและโอกาสความก้าวหน้าในหน้าที่การงานต้องพับเก็บไปโดยปริยาย อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เขาเลือกที่จะยอมรับความจริงและมีความตั้งใจว่าจะใช้การถูกจำคุกเป็นเครื่องมือเชิงสัญลักษณ์เพื่อสื่อสารกับสังคมว่ากฎหมายนี้เป็นอุปสรรคต่อเสรีภาพเพียงใด การเตรียมตัวเข้าสู่เรือนจำด้วยความสงบสะท้อนให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวของคนรุ่นใหม่ที่ยอมแลกอิสรภาพส่วนตนเพื่อหวังให้เกิดแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อเดิมๆ ของคนในชาติ แม้ในขณะนี้จะอยู่ในขั้นตอนการยื่นประกันตัวในชั้นฎีกาก็ตาม

ความหวังของอติรุจต่อกระบวนการยุติธรรมไทยลดน้อยลงทุกขณะ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากแนวโน้มการเมืองที่ขยับไปทางอนุรักษ์นิยมมากขึ้น แต่เขาก็ยังไม่ยอมสิ้นหวังกับการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว เขายังคงฝันถึงวันที่ประเทศไทยจะมีเสรีภาพในการพูด (Free Speech) อย่างแท้จริง วันที่การวิพากษ์วิจารณ์เชิงโครงสร้างจะไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย และวันที่สำนักพระราชวังจะเข้ามาเป็นคู่กรณีโดยตรงหากเกิดข้อพิพาทแทนการปล่อยให้บุคคลที่สามนำกฎหมายมาใช้เป็นอาวุธทำลายล้างกัน
กรณีของอติรุจยังทิ้งคำถามสำคัญให้สังคมช่วยกันจับตาดูชะตากรรมของอดีต ส.ส. พรรคก้าวไกล ทั้ง 44 คนที่ลงชื่อแก้ไขมาตรา 112 เพราะนั่นคือหลักฐานสำคัญที่ชี้ชัดว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงกฎหมายคุ้มครองปกติธรรมดา แต่มันคือปมปัญหาใหญ่ที่กำลังกัดกินรากฐานความเป็นประชาธิปไตยของประเทศไทยอยู่อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เหนือสิ่งอื่นใด ประเด็นนี้ยังตอกย้ำจุดยืนของรัฐบาลปัจจุบันภายใต้การนำของตัวแสดงอย่าง อนุทิน ชาญวีรกูล ที่แสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่คิดจะปฏิรูปกฎหมายที่ล้าหลังนี้ การเพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของประชาชนเช่นอติรุจ ไม่เพียงแต่จะสะท้อนถึงการธำรงไว้ซึ่งระบอบอำนาจนิยม แต่ยังเป็นการผลักดันให้ความขัดแย้งในสังคมไทยดำเนินต่อไปโดยไม่มีทางออก
