วิกฤตความยุติธรรมและสถิติใหม่แห่งการลงโทษ: ศาลอาญาพิพากษาจำคุก “ต้นไผ่” รวม 50 ปี ในคดีมาตรา 112 ท่ามกลางข้อกังขาเรื่องการพิจารณาลับหลังและสิทธิในการต่อสู้คดี
ศาลอาญาพิพากษาจำคุก “ต้นไผ่” พฤทธิกร สาระกุล รวม 30 ปี ในคดีมาตรา 112 จากการโพสต์ทวิตเตอร์ 10 ข้อความ เมื่อรวมกับโทษจากคดีก่อนหน้
February 10, 2026
เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษาครั้งสำคัญในคดีของ พฤทธิกร สาระกุล หรือ “ต้นไผ่” อดีตพนักงานบริษัทวัย 43 ปี ผู้ถูกกล่าวหาในข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จากกรณีการโพสต์ข้อความผ่านบัญชีทวิตเตอร์ “Guillotine Activists for Democracy” จำนวน 10 ข้อความในช่วงปี 2564-2565 ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี รวมทั้งสิ้น 30 ปี และเมื่อนับโทษต่อจากคดีแรกที่ศาลพิพากษาไปเมื่อปลายปี 2568 (จำคุก 20 ปี) ทำให้ยอดรวมโทษจำคุกของพฤทธิกรพุ่งสูงถึง 50 ปี นับเป็นสถิติการลงโทษที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในคดีมาตรา 112 เทียบเท่ากับกรณีของ "บัสบาส" มงคล ถิระโคตร ผู้ต้องขังจากเชียงรายที่ถูกตัดสินจำคุก 50 ปี 6 เดือนก่อนหน้านี้
การสู้รบทางกฎหมาย: เมื่อการพิจารณาลับหลังถูกตั้งคำถามถึงความชอบธรรม
ความโดดเด่นและน่ากังวลที่สุดของคดีนี้อยู่ที่ "กระบวนการพิจารณา" ซึ่งทีมทนายความนำโดย อานนท์ นำภา ได้ยื่นคำร้องโต้แย้งและตั้งข้อรังเกียจศาลมาโดยตลอด โดยระบุว่าเป็นกระบวนการที่ "ส่อไปในทางไม่ยุติธรรมและรวบรัดตัดตอน" ศาลใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ทวิ/1 ในการสืบพยานและดำเนินกระบวนพิจารณาลับหลังจำเลย แม้ทนายความจะชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคสำคัญว่า ในขณะนั้นทนายความเองก็ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ ทำให้ไม่สามารถปรึกษาหารือกับจำเลยเพื่อเตรียมการต่อสู้คดีได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้มาตรฐานนิติธรรม

ทนายจำเลยยังได้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า บทบัญญัติที่อนุญาตให้ศาลสืบพยานลับหลังจำเลยในคดีที่มีอัตราโทษสูงขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 29 ที่คุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ในเดือนสิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าบทบัญญัติดังกล่าวไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและเป็นไปตามหลักความได้สัดส่วน คำวินิจฉัยนี้จึงกลายเป็น "ใบเบิกทาง" ให้ศาลอาญาดำเนินการอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยในที่สุด แม้จะมีการคัดค้านจากทนายความว่าคำสั่งศาลที่ไม่ชอบเหล่านั้นไม่สามารถอุทธรณ์ได้เนื่องจากไม่มีตัวจำเลย ทำให้สถานะของ "กระบวนการยุติธรรม" ในคดีนี้ถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากองค์กรสิทธิมนุษยชน
เหตุผลแห่งคำพิพากษา: การรับฟังพยานหลักฐานดิจิทัลและพยานผู้เชี่ยวชาญ
ในเนื้อหาของคำพิพากษา ศาลให้น้ำหนักกับพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน ปอท. และพยานฝ่ายโจทก์อย่างมาก โดยสรุปว่าจำเลยคือผู้ใช้บัญชีทวิตเตอร์ดังกล่าวจริง ศาลปฏิเสธแนวทางต่อสู้ของจำเลยที่อ้างว่าไม่ใช่เจ้าของบัญชี โดยให้เหตุผลว่าจำเลยไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานหักล้างอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ชั้นจับกุมหรือชั้นสอบสวน นอกจากนี้ ศาลยังรับฟังความเห็นของพยานผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ คมสัน โพธิ์คง และ ทวี สุรฤทธิกุล ที่ให้ความเห็นว่าข้อความทั้ง 10 ข้อความมีลักษณะมุ่งใส่ร้าย ดูหมิ่น และแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อกษัตริย์ ทำให้พระมหากษัตริย์ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง
การลงโทษจำคุกรวมครึ่งศตวรรษในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการทำลายสถิติบทลงโทษในคดีมาตรา 112 แต่ยังเป็นภาพสะท้อนของวิกฤตศรัทธาต่อระบบตุลาการไทย ที่เลือกใช้เทคนิคทางกฎหมายเพื่อรวบรัดกระบวนการในคดีการเมืองที่มีความละเอียดอ่อนสูง กรณีของ “ต้นไผ่” จึงกลายเป็นบรรทัดฐานที่น่ากังวลยิ่งสำหรับผู้ถูกดำเนินคดีทางความคิดในอนาคต ว่าอาจต้องเผชิญกับทั้งโทษจำคุกที่สูงเป็นประวัติการณ์และการลิดรอนสิทธิพื้นฐานในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ภายใต้กระบวนการลับหลัง

Thai Lawyers for Human Rights https://www.facebook.com/photo?fbid=1312066564097144&set=a.656922399611567