Toto Piyarat

โตโต้ ปิยรัฐ: คุก 3 ปี ดคีมาตรา 112

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำคุก "โตโต้ ปิยรัฐ" สส.พรรคประชาชน เป็นเวลา 3 ปีโดยไม่รอลงอาญา ในคดีมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากกรณีร่วมติดป้ายวิจารณ์การผูกขาดวัคซีนโควิด-19 ที่จังหวัดกาฬสินธุ์เมื่อปี 2564 โดยศาลชี้ว่าหลักฐานแวดล้อมและยานพาหนะมีความเชื่อมโยงชัดเจน อย่างไรก็ตาม นายปิยรัฐได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวหลังยื่นประกันตัวในชั้นฎีกาด้วยหลักทรัพย์ 300,000 บาท ท่ามกลางข้อสังเกตว่าคดีนี้ถูกพิจารณาโดยงดสืบพยานฝ่ายจำเลย

May 21, 2026

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ สั่งคุก 3 ปี “โตโต้ ปิยรัฐ” สส.พรรคประชาชน คดี ม.112-พรบ.คอมพ์ฯ ปมติดป้ายวิจารณ์วัคซีนโควิดที่กาฬสินธุ์ เจ้าตัวรอดนอนคุกหลังศาลให้ประกันตัวชั้นฎีกา 3 แสนบาท เผยสู้คดีโดยไม่มีโอกาสสืบพยานฝ่ายจำเลย

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ที่ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ มีการอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในคดีที่นายปิยรัฐ จงเทพ หรือ “โตโต้” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน และอดีตแกนนำกลุ่ม WeVo ตกเป็นจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากกรณีการติดตั้งป้ายไวนิลวิพากษ์วิจารณ์นโยบายการผูกขาดวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาล บนถนนสายยางตลาด-กาฬสินธุ์ เมื่อปี 2564 ซึ่งคดีนี้ศาลชั้นต้นเคยมีคำพิพากษายกฟ้องไปแล้วเมื่อเดือนตุลาคม 2567 ทว่าในรอบนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้มีคำพิพากษากลับ ให้ลงโทษจำคุกนายปิยรัฐเป็นเวลา 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา

เปิดเหตุผลศาลอุทธรณ์ภาค 4: ชี้หลักฐานแวดล้อมมัดแน่น ยันจำเลยมีส่วนรู้เห็น

ในการพิจารณาคดี ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยตามคำอุทธรณ์ของพนักงานอัยการ (โจทก์) โดยยอมรับว่าแม้จะไม่มีพยานบุคคลรายใดเห็นเหตุการณ์ขณะจำเลยนำป้ายไปติดโดยตรง แต่พยานแวดล้อมและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์มีความเกี่ยวโยงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • ยานพาหนะที่ใช้ก่อเหตุ: จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบรถยนต์กระบะที่บรรทุกป้ายของกลาง และรถตู้ของนายปิยรัฐ ขับแล่นตามกันมาในเวลาไล่เลี่ยกันเพียง 4 นาที ซึ่งรถกระบะคันดังกล่าวมีชื่อมารดาของนายปิยรัฐเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และเคยถูกนำไปใช้ในกิจกรรมทางการเมืองมาก่อน ศาลจึงเชื่อว่ารถอยู่ในความครอบครองและควบคุมของจำเลย
  • ความเชื่อมโยงทางโซเชียลมีเดีย: หลังเกิดเหตุไม่นาน แพลตฟอร์มทวิตเตอร์ (X) ของกลุ่ม “We Volunteer” และเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวของนายปิยรัฐ ได้โพสต์ภาพป้ายดังกล่าวพร้อมกัน ทั้งยังมีการโพสต์ทวงถามป้ายที่ถูกตำรวจยึดไป ศาลพิเคราะห์ว่าหน้าเพจมีการใช้ภาพโปรไฟล์และภาพปกเป็นรูปของนายปิยรัฐชัดเจน และที่ผ่านมาก็มีการโพสต์ข้อความในลักษณะแสดงออกทางการเมือง เสียดสีสถาบันกษัตริย์มาโดยตลอด
  • พฤติการณ์ส่อพิรุธ: ศาลมองว่า หากจำเลยไม่ได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ คงไม่มีใครสามารถนำทั้งรถยนต์ส่วนตัวและบัญชีโซเชียลมีเดียไปใช้โพสต์ข้อความได้ ประกอบกับการที่จำเลยไม่นำพยานเข้าสืบหักล้างในชั้นศาล ทำให้ข้อต่อสู้ขาดน้ำหนัก

ด้วยเหตุนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงเห็นว่า ข้อความบนป้ายวิจารณ์เรื่องวัคซีนดังกล่าว ทำให้วิญญูชนทั่วไปเข้าใจได้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงผูกขาดการจัดหาวัคซีน ซึ่งเป็นการทำลายพระเกียรติยศ เสื่อมเสียชื่อเสียง และเข้าข่ายนำข้อมูลที่กระทบต่อความมั่นคงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ จึงพิพากษากลับให้จำคุก 3 ปี (ยกคำขอนับโทษต่อ) โดยองค์คณะผู้พิพากษาในคดีนี้ ได้แก่ นายสุรชาญ พูลสวัสดิ์, นายวิฑูร วิมลเศรษฐ และนายปรีชา พันธไชย

ศาลให้ประกันตัวเฉียดฉิว 3 แสน เงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศ

 ภายหลังรับฟังคำพิพากษา ทางทีมทนายความได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นฎีกาทันที โดยให้เหตุผลสำคัญว่า ปัจจุบันนายปิยรัฐดำรงตำแหน่ง สส. ซึ่งมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน และตลอดกระบวนการยุติธรรมที่ผ่านมา จำเลยมีพฤติการณ์บริสุทธิ์ใจ ไม่เคยคิดหลบหนีหรือผิดนัดศาลแม้แต่ครั้งเดียว นอกจากนี้ หากนายปิยรัฐถูกคุมขัง จะส่งผลให้สมาชิกภาพ สส. ต้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญทันที ซึ่งถือเป็นการตัดอนาคตทางการเมืองก่อนที่คดีจะถึงที่สุด

ต่อมาเวลา 12.20 น. ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวนายปิยรัฐในชั้นฎีกา โดยกำหนดวงเงินประกันเป็นหลักทรัพย์จำนวน 300,000 บาท พร้อมตั้งเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ทำให้นายปิยรัฐได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวและไม่ต้องเข้าเรือนจำในวันนี้

ย้อนปมคดีป้ายวัคซีนปี '64 กับข้อสังเกต "การพิจารณาคดีฝ่ายเดียว"

ชนวนเหตุของคดีนี้ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2564 ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่สังคมกำลังตั้งคำถามอย่างรุนแรงต่อการจัดหาวัคซีนของรัฐบาล ได้มีกลุ่มบุคคลนำป้ายไวนิลจำนวน 7 แผ่นที่มีข้อความวิจารณ์เรื่องการผูกขาดวัคซีนไปติดไว้บริเวณเกาะกลางถนนสายยางตลาด-กาฬสินธุ์ ก่อนจะมีการถ่ายภาพไปเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่นายปิยรัฐในขณะที่เขาถูกคุมขังในคดีอื่นอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และอัยการได้สั่งฟ้องในเดือนมิถุนายน 2564

ในเวลาต่อมา ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ (ศาลชั้นต้น) ได้ยกฟ้องคดีนี้ในเดือนตุลาคม 2567 เนื่องจากเห็นว่าหลักฐานของโจทก์ยังมีข้อสงสัย และพบข้อเท็จจริงว่าในช่วงที่บัญชีเฟซบุ๊กโพสต์ข้อความ ตัวนายปิยรัฐยังคงถูกคุมขังอยู่ในคุก แต่อัยการยื่นอุทธรณ์จนนำมาสู่คำพิพากษาจำคุกในวันนี้

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตสำคัญในกระบวนการยุติธรรมของคดีนี้ เนื่องจากศาลได้มีคำสั่งให้ "งดสืบพยานจำเลย" หลังจากที่นายปิยรัฐได้ขอเลื่อนการสืบพยานอยู่หลายครั้งเนื่องจากติดภารกิจประชุมสภาผู้แทนราษฎร ประกอบกับเหตุจำเป็นของทนายความ ส่งผลทำให้การพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ครั้งนี้เป็นการประมวลผลจากพยานหลักฐานและสำนวนของฝั่งอัยการโจทก์เพียงฝ่ายเดียว โดยที่ศาลได้ยกคำร้องในตอนที่ฝ่ายจำเลยพยายามขอให้เพิกถอนคำสั่งงดสืบพยานดังกล่าว

สำหรับตัวของ "โตโต้ ปิยรัฐ" เส้นทางการสู้คดีมาตรา 112 ยังคงไม่จบลงเพียงเท่านี้ โดยคดีที่จังหวัดกาฬสินธุ์นี้ถือเป็นคดีแรกจากทั้งหมด 3 คดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ลงโทษจำคุก (ซึ่งทั้ง 3 คดี ศาลชั้นต้นสั่งยกฟ้องทั้งหมด) ส่วนอีก 2 คดีที่เหลือ ได้แก่ คดีปราศรัยในม็อบ #เด็กพูดผู้ใหญ่ฟัง ที่ศาลจังหวัดอุบลราชธานี และคดีโพสต์วิจารณ์ตำรวจสลายการขายกุ้งของกลุ่มวีโว่ที่ศาลอาญา ยังคงอยู่ในกระบวนการรอฟังผลพิพากษาในชั้นอุทธรณ์ต่อไป

 

Site artwork by PrachathipaType

Contact Us  |  © 2024, 112Watch

Scroll to Top